24 ข้อคิดที่ได้จากการอ่านหนังสือ AI Super Powers

หนังสือเล่มนี้ ตอนแรกพอเห็นเขียนว่า AI ซึ่งมาจากคำว่า Artificial Intelligence หรือปัญญาประดิษฐ์ เลยคิดว่าต้องอ่านยากและเป็น Technical แน่ ๆ แต่พอพลิกอ่านดู โอ้โห ไม่ใช่เลยครับ มันเปิดโลกทัศน์สุด ๆ

ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้คือ Kai-Fu Lee ซึ่งต้องบอกว่าถ้าพูดถึง AI ต้องรู้จักคนนี้ เขาเรียนจบปริญญาตรีทางด้าน Computer Science จาก Columbia University และจบเอกด้าน AI จาก Carnegie Mellow University ซึ่งทั้ง 2 มหาวิทยาลัยก็ถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก

หลังจากนั้นเขาก็เป็นอาจารย์ที่ Carnegie Mellon ก่อนที่จะไปทำงานที่ Apple Microsoft และ Google จนกระทั่งออกมาตั้งบริษัท Venture Capital ที่นำเงินไปลงทุนใน Tech Startup ต่าง ๆ ต้องถือว่าเป็นกูรูตัวจริงทางด้าน AI

อ่านแล้วขอสรุปข้อคิดที่ได้เป็นข้อ ๆ ดังต่อไปนี้นะครับ

1. หลังจากเหตุการณ์ที่เค่อเจี๋ยแชมป์การเล่นโกะพ่ายแพ้ต่อ AlphaGo ที่เป็น AI ที่ถูกสร้างโดย Google อย่างย่อยยับ ทำให้จีนตื่นตัวกับ AI เป็นอย่างมาก คล้าย ๆ ตอนที่สหภาพโซเวียตสามารถส่งดาวเทียมดวงแรกขึ้นไปโคจรได้ ทำให้อเมริกาตื่นตัวเรื่องนี้มาก จนสามารถพามนุษย์ขึ้นไปบนดวงจันทร์ได้สำเร็จ

2. ตอนนี้วงการ AI พัฒนาไปมาก เพราะมีการค้นพบสิ่งที่เรียกว่า Deep Learning คือการจำลองสมองให้ AI สามารถคิดเองได้ ไม่จำเป็นต้องทำตามกฏที่มนุษย์ตั้งขึ้นเท่านั้น

3. การค้นพบ AI มันจะเปลี่ยนโลกคล้าย ๆ กับการค้นพบไฟฟ้า และถ้าอยากทำให้สำเร็จจะต้องมีองค์ประกอบ 4 ประการได้แก่ 1) ข้อมูลมหาศาล 2) นักธุรกิจที่กล้าลุย 3) วิศวกรซอฟต์แวร์ และ 4) รัฐบาลที่คอยสนับสนุน

4. ในช่วงแรกนั้นจีนใช้วิธีการ Copy หลาย ๆ อย่างจากอเมริกา แต่กลับกลายเป็นว่าบริษัทอเมริกาพอเข้ามาในประเทศจีนแล้วมักจะล้มเหลว เนื่องจากไม่ทำงานหนักทำคนจีนทำ

5. จีนเอาจริงเอาจังเรื่อง AI มาก โดยมีการสร้างเมืองนวัตกรรมขึ้นมา คล้าย ๆ กับ Silicon Valley และเริ่มผลิตนวัตกรรมต่างได้ด้วยตัวเอง

6. โลกอินเทอร์เน็ตในจีนจะเป็นระบบ O2O คือ Online to Offline คือใช้ช่องทาง Online เพื่อให้บริการ Offline ซึ่งจุดนี้จะต่างจากอเมริกา จีนจะเลือก “ทางหนัก” คือไม่ได้แค่เขียน Program ขึ้นมา แต่จะลงไปทำทั้งหมด แต่อเมริกาจะเลือก “ทางเบา” คือคิดแค่ Program แล้วหยุดอยู่ตรงนั้น

7. ในบรรดาบริษัทต่าง ๆ ที่กำลังแข่งขันกันสร้าง AI นั้น มีบริษัทยักษ์ใหญ่ 7 แห่งที่ทุ่มเทในเรื่องนี้อย่างมาก ได้แก่ กูเกิล เฟซบุ๊ก อเมซอน ไมโครซอฟท์ ไป่ตู้ อาลีบาบา และเทนเซนต์

8. AI จะเป็นเสาไฟฟ้า หรือ แบตเตอรี่ คือถ้าเป็นเสาไฟฟ้าแปลว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ 7 แห่งดังกล่าวจะยึดครอง AI คนอื่นได้แค่ใช้บริการ AI เหมือนบริษัทเป็นเจ้าของเสาไฟฟ้า คนอื่นมาผลิตไฟฟ้าเองไม่ได้ แต่ถ้าเป็นแบตเตอรี่ แปลว่าจะมี Startup ต่าง ๆ ผลิต AI ที่มีความเฉพาะเจาะจงขึ้นมา เหมือนเราใช้แบตเตอรี่สำหรับอุปกรณ์ที่หลากหลายได้

9. ถ้าถามว่าตอนนี้จีนตามหลัง Silicon Valley ในเรื่องการวิจัย AI มากแค่ไหน คำตอบคือ “16 ชั่วโมง” นั่นคือความแตกต่างของเวลาระหว่างแคลิฟอร์เนียกับปักกิ่ง

10. ตอนนี้ AI ประกอบด้วยคลื่น 4 ลูกได้แก่ 1) AI ในอินเทอร์เน็ต เช่น การดู YouTube ต่อไปเรื่อย ๆ ตามคำแนะนำของ YouTube  2) AI ในธุรกิจ เช่น การใช้ AI ค้นหาโอกาสการผิดรับชำระหนี้ 3) AI แห่งการรับรู้ เช่นการชำระเงินด้วยใบหน้า ซึ่งจะทำให้เกิด OMO หรือ Online-Merge-Offline ได้มากขึ้น และ 4) AI อัตโนมัติ คือ AI ที่คิดและตัดสินใจเองได้

11. การเปรียบเทียบ AI ในคลื่นแต่ละลูกระหว่างจีนกับอเมริกา เป็นดังนี้ 1) AI ในอินเทอร์เน็ต ตอนนี้อยู่ที่จีน 50 อเมริกา 50 แต่ในอีก 5 ปีข้างหน้า จีนจะเป็น 60 อเมริกา 40 2) AI ในธุรกิจ ตอนนี้จีน 10 อเมริกา 90 แต่ในอีก 5 ปี จะเป็นจีน 30 อเมริกา 70 3) AI แห่งการรับรู้ ตอนนี้จีน 60 อเมริกา 40 ในอีก 5 ปีข้างหน้าจะเป็น จีน 80 อเมริกา 20 และ 4) AI อัตโนมัติ ตอนนี้จีน 10 อเมริกา 90 แต่อีก 5 ปีข้างหน้าจะเป็นจีน 50 อเมริกา 50

12. Super AI หรือ AGI (Artificial General Intelligence) ที่จะมีความฉลาดมากกว่ามนุษย์ อาจจะมีข้อดีมาก ๆ และในทางกลับกันก็อาจจะทำให้เกิดวิกฤติใหญ่ได้เช่นกัน

13. ธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI จะทำให้เกิดการผูกขาดได้ง่าย ธุรกิจขนาดเล็กจะถูกบีบให้เลิกกิจการ ในขณะที่บริษัทใหญ่จะมีผลกำไรในระดับที่ไม่คาดฝัน

14. ที่ผ่านมามีเทคโนโลยีสารพัดประโยชน์หรือที่เรียกว่า General Purpose Technology (GTP) เกิดมาแล้ว 3 สิ่งได้แก่ 1) เครื่องจักรไอน้ำ 2) ไฟฟ้า 3) คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต AI จะเป็นลำดับที่ 4 ซึ่งบางคนก็คิดว่ามันจะเปลี่ยนโลกไปคล้าย ๆ กับ 3 อย่างแรกที่เปลี่ยนโลก แต่สิ่งที่ AI ไม่เหมือน 3 อย่างแรกก็คือ ในขณะที่เครื่องจักรไอน้ำ และ ไฟฟ้า จะมาช่วยลดแรงกายลง และ คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต จะมาช่วยลดการใช้พลังสมองลง AI จะมาลดทั้ง 2 อย่างลงเลย (คือทั้งคิดเอง และทำเองได้)

15. AI จะมาทดแทนงานที่มีลักษณะ 2 อย่างคือ 1) สามารถหาจุดตัดสินใจที่เหมาะสมได้จากข้อมูล และ 2) ไม่ต้องคุยกับคน

16. ปกติการปฏิวัติอุตสาหกรรมจะใช้เวลาหลายชั่วอายุคน แต่ AI จะส่งผลอย่างรุนแรงภายใน 1 ชั่วอายุคนเท่านั้น เพราะ 1) มันเป็นดิจิทัล แปลว่ามันจะทำซ้ำและแพร่ไปทั่วโลกได้เร็วมาก 2) มีบริษัทร่วมลงทุนหรือ Venture Capital (VC) จำนวนมาก และ 3) ประเทศจีน เพราะ AI จะทำให้จีนทัดเทียมกับชาติตะวันตกได้อย่างรวดเร็ว

17. งานใดที่จะอยู่รอดหรือจะหายไป ให้ดูจาก 2 เกณฑ์คือ สำหรับงานที่ใช้กำลังสมองให้ดูว่า งานนั้นต้องเข้าสังคมหรือไม่ และ งานนั้นเป็นงานสร้างสรรค์หรืองานที่แบบแผนชัดเจน ส่วนงานที่ใช้แรงกายให้ดูว่า งานนั้นต้องเข้าสังคมหรือไม่ และงานนั้นต้องใช้การขยับตัวอย่างอิสระหรือขยับตัวซ้ำ ๆ

18 สำหรับงานที่ใช้กำลังสมอง งานที่จะหายไปก่อนคืองานที่มีแบบแผนชัดเจนและไม่ต้องเข้าสังคม เช่น พนักงานบริการลูกค้า นักวางแผนภาษี พนักงานขายประกัน รังสีแพทย์ นักแปล นักวิเคราะห์สินเชื่อ พนักงานขายทางโทรศัพท์ ส่วนงานที่ยังปลอดภัยคืองานสร้างสรรค์หรือวางกลยุทธ์ และต้องเข้าสังคม เช่น พนักงานต้อนรับในโรงแรม นักสังคมสงเคราะห์ ทนายความ ซีอีโอ จิตแพทย์ นักประชาสัมพันธ์

19. สำหรับงานที่ใช้แรงกาย งานที่จะหายไปก่อนคืองานที่ขยับตัวซ้ำ ๆ และ ไม่ต้องเข้าสังคม เช่น แคชเชียร์ พนักงานเตรียมอาหารฟาสต์ฟู้ด พ่อครัว พนักงานโรงงานเย็บผ้า คนล้างจาน คนงานเก็บผลไม้ พนักงานตรวจสอบสินค้าในโรงงาน คนขับรถบรรทุก ส่วนงานที่ยังปลอดภัยคืองานที่ต้องการการขยับตัวแบบอิสระ และ ต้องเข้าสังคม เช่น ผู้ดูแลผู้สูงอายุ นักกายภาพบำบัด สไตลิส ผู้ฝึกสอนสุนัข

20. AI อาจจะทำให้อุตสาหกรรมทั้งอุตสาหกรรมหายไปได้เลย และจะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำขึ้นสูงมาก อาจจะทำให้เกิด “ชนชั้นไร้ประโยชน์” ขึ้นได้ ประเทศที่ไม่มี AI จะหมดโอกาสพัฒนาเศรษฐกิจของตนและตกเป็นเบี้ยล่างตลอดกาล ส่วนประเทศที่ก้าวหน้าทาง AI จะสะสมความมั่งคั่งมหาศาลพร้อมระบบเศรษฐกิจที่ผูกขาดและตลาดงานที่ถูกฉีกกระจายเป็นชนชั้นอย่างชัดเจน

21. คำถามที่น่าสนใจคือ ถ้า AI ทำทุกอย่างที่มนุษย์ทำได้ แล้วเราจะเป็นมนุษย์ไปเพื่ออะไร

22. Kai-Fu Lee ทำงานหนักมากและประสบความสำเร็จมาก แต่มาพบว่าตัวเองป่วยหนัก เขาเลยได้ข้อคิดว่า ไม่มี AI ตัวใดที่จะมาทดแทนบทบาทหน้าที่ของครอบครัวของเขาได้เลย

23. แนวทางการแก้ปัญหาการตกงานจาก AI ที่บริษัทใน Silicon Valley นำเสนอคือ 3 R ได้แก่ 1) Reduce คือการลดเวลาทำงานลง คนเราอาจจะทำงาน 3-4 วันต่อสัปดาห์ จะได้กระจายงานไปให้คนจำนวนมากขึ้น 2) Retrain คือการฝึกสอนงานใหม่ ให้คนมีทักษะใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น และ 3) Redistribute คือการกระจายรายได้แบบใหม่ คืออาจจะให้เงินเดือนฟรี (Universal Basic Income)

24. Kai-Fu Lee เสนอว่าแทนที่จะให้เงินเดือนฟรี ให้เป็นเงินเดือนเพื่อกิจกรรมทางสังคมดีกว่า โดยครอบคลุมถึงงาน 3 อย่างนี้คือ 1) งานดูแลผู้อื่น 2) งานให้บริการชุมชน และ 3) การศึกษาหาความรู้ให้ตัวเอง

เขียนมาซะยาว แต่คิดว่าน่าจะได้ประโยชน์ อยากให้ลองไปหาอ่านกันดูได้ครับ

ติดตามผลงานอื่น ๆ ได้ทาง Page Nopadol’s Story หรือ Nopadol’s Story Podcast ใน Podbean Soundcloud Apple Podcast Spotify YouTube หรือ Blockdit

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *